ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลจากเรา

4 พ.ย. 2556 (02:06) ผู้เข้าชม 371

รายได้แบบ Active Income และ Passive Income

the-power-of-passive-income-streams-on-your-blog2ktFS.jpg

หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า รายได้บนโลกนี้มีอยู่ 2 แบบ คือ Active Income และ Passive Income

รายได้แบบที่1 (Active Income) เช่น การทำงานประจำรับเงินเดือน การเปิดร้านขายของ การใช้แรงแรกเงิน วิธีเหล่านี้ หากเราหยุดทำก็ไม่มีรายได้ นี้คือตัวอย่างใน แบบที่1


รายได้แบบที่2 (Passive Income) เช่น เช่น การมีองค์กรที่มีพนักงานคอยสร้างรายได้ให้เรา เช่น การเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ หรือธุรกิจเครือข่าย และการลงทุน หากเราหยุดทำงาน ก็ยังมีระบบที่ได้ว่างเอาไว้คอยสร้างรายได้ให้เราโดยไม่หยุดตาม


"การลงทุน" ที่หลายคนคงเข้าใจว่าเป็น Passive income นั้นอาจจะไม่ทั้งหมด อยู่ที่การตั้งจุดประสงค์ของเราว่าจะสร้างรายได้โดยการลงทุนโดยไม่ต้องทำงานได้อย่างไร การลงทุนมีหลายวิธีและมีรูปแบบรายได้ที่ต่างกันไป เช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ย เงินปันผล ส่วนต่างของการลงทุน สำหรับท่านที่ตั้งโจทย์การหา Passive Income ก็คงบอกได้ว่า ค่าเช่า ดอกเบี้ย เงินปันผลเป็นสิ่งที่กำลังหาอยู่ ส่วนการขายทำเพื่อกำไรรับส่วนต่างจากการลงทุน ถึงแม้ทรัพย์สินจะเพิ่มขึ้นแต่รายได้จะไม่เกิดอย่างต่อเนื่องให้เราอีก เป็นการสร้างกำไรเพียงครั้งเดียว แน่นอนว่าการสร้าง Passive Income มันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความอดทนและพยายามอย่างหนักในการสร้างมันขึ้นมา


Passive ยากกว่า Active ขนาดไหน?


ผมขอยกตัวอย่าง "ค่าเช่า"หากเรามีอาคารซึ่งเราสร้างด้วยเงินลงทุน 1ล้านบาท และเมื่อสร้างและตกแต่งเสร็จ มูลค่าในตลาดอยู่ที่ 2 ล้านบาท นำไปปล่อยเช่า เดือนละ 10,000 บาท ความรู้สึกเราจะเป็นอย่างไร ก็คงมีหลายๆแบบ เช่น


คนแบบที่ 1 อาจจะมองว่า ถ้าขายไปจะได้กำไร 1 ล้านบาททันที การปล่อยให้เช่าจะได้เพียงเดือนละ 10,000 บาท หากเทียบกันแล้วถ้าปล่อยให้เช่าไปเรื่อยๆ จะต้องใช้เวลาหลายนานหลายปีกว่าได้กำไร 1 ล้าน การขายทำกำไรเป็นสิ่งที่น่าสนใจเพราะได้กำไรเร็วและเยอะมาก หลังจากนั้นค่อยมาคิดต่อว่าจะหาอย่างอื่นลงทุนได้อย่างไร


คนแบบที่ 2 อดทนในการเก็บค่าเช่าเพราะเป็นรายได้ที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่ต้องขายอาคารที่ที่เราสร้าง ถ้ามีโอกาสก็สามารถเอาเงินค่าเช่าไปลงทุนต่อยอดธุรกิจอื่นๆ หรือลงทุนปรับแต่งอาคารเพิ่มเติมเพื่อการรับค่าเช่าที่มากขึ้น รอวันที่ราคาของอาคารสูงขึ้น และมีการปรับราคาค่าเช่าในตลาด


เชื่อไหมว่า ในระยะเวลาหนึ่งซึ่งอาจจะนานพอสมควร เราจะพบว่าคนแบบที่ 1 ก็ยังต้องทำกิจกรรมทางธุรกิจโดยการ ซื้อและขายอาคารกันต่อไป ถ้าเขาหยุดซื้อขายอาคารเมื่อไหร่ก็ต้องนำเงินที่สร้างมา มาใช้จ่าย เพราะการลงทุนลักษณะนี้ก็ยังเป็น Active Income นักลงทุนเหล่านี้ยังต้องใช้แรงในการซื้อขายอาคาร ในขณะที่ คนแบบที่ 2 พบว่าเมื่อค่าเช่าสูงถึงเป้าหมายและมีระบบการสร้างรายได้มันครอบคุมค่าใช้จ่ายให้เขาได้ เขาสามารถเลือกได้ว่า พอใจแล้วจะหยุดกับรายได้แค่นี้มีกินมีใช้โดยไม่ต้องทำงานอีกต่อไปแล้วหรือจะเลือกสร้างรายได้ต่อไป เพราะฉะนั้น คนแบบที่ 2 คือคนที่ลงทุนที่มี Passive Income ซึ่งถ้าเขาจะเปลี่ยนกลับไปเป็น Active Income อีกรอบก็ทำได้ แค่ขายอาคารที่ให้เช่า ออกไป ซึ่งนอกจากค่าเช่าแล้ว การลงทุนในหุ้น (รับปันผล) ตราสารหนี้ (รับดอกเบี้ย) ก็จะเจอการตั้งวัตถุประสงค์ลักษณะเดียวกัน

ทั้ง 2 วิธีจะเห็นได้ว่า Passive Income จะต้องใช้ความอดทนและพยายามสูงกว่าในการสะสมความมั่งคั่ง หากเราเข้าใจและมีเป้าหมายในการสร้างความมั่งคั่งบนแนวทางนี้ การสะสมทรัพย์สินที่สามารถเพิ่มมูลค่าผลตอบได้ในอนาคตอย่างมีวินัยนั้นจะทำให้เราเกิดความสำเร็จได้


ถึงตอนนี้เพื่อนๆอยากลงทุนเพื่อ Active หรือ Passive Income ครับ?

โปรดติดตามกันในบทความต่อไปของผมครับ ขอบคุณครับ : จตุพล ร่มสิน

(  ถ้าอ่านจบแล้วรบกวนกด "ปุ่ม LIKE" หรือ "แชร์ "ให้ด้วยนะครับ )

ติดต่อผม จตุพล (081-249-5668)

หรือเข้ามาทักทายผมที่ https://www.facebook.com/oWINzo